เอนทรี่ในซีรี่ย์ "ภาษาฟินนิชฉบับย่อ" เป็นบันทึกสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาฟินนิชเบื้องต้น ของทาง"หนุ่มแทจอน" @ exteen.com ซึ่งก็คงไม่ถึงขั้นใช้สื่อสารกับชาวฟินแลนด์ได้ เพราะทางผมเองกะไว้แค่พออ่านออกเขียนได้ก็พอครับ
 

เอนทรี่ซีรี่ย์นี้ ผมเขียนจากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากเวบไซต์อื่น และอีกทั้งผมเองก็เป็นเพียงผู้สนใจ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา จึงคิดว่าน่าจะใช้เป็น"เอนทรี่อ่านเป็นไอเดีย/ความรู้" มากกว่า "แหล่งอ้างอิง" ครับ
 
 
เอนทรี่ที่เกี่ยวข้อง
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
4.2 การออกเสียงและเขียนทับศัพท์ตัวสระในภาษาฟินนิช (ตอนจบ)
 
 

Vowel Harmony

 

          ในภาษาฟินนิช จะมีกฏเกี่ยวกับสระในคำเดี่ยวคำเดียวกัน เรียกว่า “Vowel Harmony” โดยกล่าวว่า

 

1. ในคำเดี่ยวคำเดียวกัน หากมีสระมากกว่า 1 ตัว สระหน้า (ä, ö, y) จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับสระหลัง (a, o, u) ได้

2. ในคำเดี่ยวคำเดียวกัน หากมีสระมากกว่า 1 ตัว สระกลาง (e, i) สามารถอยู่ร่วมกันกับทั้งสระหน้าและสระหลังได้

 

          การใช้กฏ Vowel Harmony ดังกล่าว ยังใช้รวมไปถึงคำศัพท์ในภาษาฟินนิชที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ชาวฟินนิชจะออกเสียงคำว่า Olympia เป็น Olumpia เนื่องจาก y เป็นสระหน้า ไม่สามารถอยู่ร่วมคำกับ a และ o ที่เป็นสระหลังได้ตามกฏข้อ 1 (ขณะที่ i ที่เป็นสระกลางสามารถอยู่ร่วมคำกับสระหลัง ตามกฏข้อ 2)

 
          แต่กฏ Vowel Harmony ของภาษาฟินนิช ไม่สามารถใช้กับคำประสมได้
 
 
 

สระประสม

สำหรับเนื้อหาตอนนี้ แนะนำให้ฟังลิงก์นี้ควบคู่ไปด้วย
http://donnerwetter.kielikeskus.helsinki.fi/finnishforforeigners/ch1-en/ch1-gr-diftongit.htm
[Credit: ภาษาฟินนิชสำหรับชาวต่างประเทศ "Tavataan taas" โดยศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ]

 

- สระประสมที่มาจากสระหน้า+สระหน้า

äy : ä (“แอะ”) + y (เสียงพูดระหว่าง “อึ” กับ “อิว”) = “แอว” -> Käydä “แกวแดะ” = to go

öy : ö (“เออะ”) + y (เสียงพูดระหว่าง “อึ” กับ “อิว”) = “เออว” -> Köyhä “เกอวแฮะ” = ยากจน

 yö : y (เสียงพูดระหว่าง “อึ” กับ “อิว”) + ö (“เออะ”) = “เอือว” -> Syödä “เซือวแดะ” = to eat

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม äy, öy, yö เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากด้วยตัวสระมี “ว” สะกดแล้ว แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดนั้นด้วย เช่น Työlki -> “เตอวล์กิ” แต่ตอนอ่านออกเสียง จะมีเสียง ล ด้วย

 

- สระประสมที่มาจากสระหน้า+สระกลาง

äi : ä (“แอะ”) + i (“อิ”) = “แอย์” -> äiti “แอย์ติ” = แม่

**เฉพาะสระประสม äi หากมีตัวสะกดตามท้าย ตัวสะกดตัวนั้นไม่ต้องใส่การันต์ เนื่องจากมีการันต์ที่ “ย์” อยู่แล้ว และเพื่อให้ไม่เป็นการใช้การันต์เยอะเกิน

öi : ö (“เออะ”) + i (“อิ”) = “เอย” -> öisin “เอยซิน” = at nights

yi : y (เสียงพูดระหว่าง “อึ” กับ “อิว”) + i (“อิ”) = “อืย” -> Hyi “ฮืย” = คำอุทาน Phew ในภาษาอังกฤษ

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม öi, yi เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากตัวสระมี “ย” สะกดแล้ว แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดท้ายสระนั้นด้วย

 

- สระประสมที่มาจากสระกลาง+สระกลาง

ie : i (“อิ”) + e (“เอะ”) = “เอีย” -> Kieli “เกียลิ” = ภาษา/ลิ้น

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม ie เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใช้รูป “เ–ีย–” ตามหลักภาษาไทย

ei : e (“เอะ”) + i (“อิ”) = “เอย์” -> Keino “เกย์โนะ” = เส้นทาง

** หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม ei ตัวสะกดตัวนั้นไม่ต้องใส่การันต์ เนื่องจากมีการันต์ที่ “ย์” อยู่แล้ว และเพื่อให้ไม่เป็นการใช้การันต์เยอะเกิน

 

- สระประสมที่มาจากสระกลาง+สระหลัง

iu : i (“อิ”) + u (“อุ”) = “อีว” -> Hiukan “ฮีวกัน” = เล็กน้อย

eu : e (“เอะ”) + u (“อุ”) = “เอว” -> Neula “เนวละ” = เข็ม

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม iu, eu เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากตัวสระมี “ว” สะกดแล้ว แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดท้ายสระนั้นด้วย

 

- สระประสมที่มาจากสระหลัง+สระกลาง

ai : a (“อะ”) + i (“อิ”) = “ไอ” -> Aika “ไอกะ” = เวลา

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม ai เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากตามหลักภาษาไทยแล้ว สระ “ไ” ไม่ค่อยมีตัวสะกด นอกจาก ย (เช่น ไทย ไชย)

oi : o (“โอะ”) + i (“อิ”) = “โอย” -> Koira “โกยระ” = สุนัข

ui : u (“อุ”) + i (“อิ”) = “อูย” -> Uida “อูยดะ” = ว่ายน้ำ

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม oi, ui เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากตัวสระมี “ย” สะกดแล้ว แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดท้ายสระนั้นด้วย

 

- สระประสมที่มาจากสระหลัง+สระหลัง

au : a (“อะ”) + u (“อุ”) = “เอา” -> Kaunis “เกานิส” = สวยงาม

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม au เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกด เนื่องจากตามหลักภาษาไทย สระ “เ-า” เป็นสระที่ไม่มีตัวสะกด แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดท้ายสระนั้นด้วย เช่น Kauppa -> “เกาป์ปะ” แต่เวลาพูดออกเสียงตัวสะกด “ป” ด้วย

ou : o (“โอะ”) + u (“อุ”) = “โอว” -> Koulu “โกวลุ” = โรงเรียน

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม ou เวลาเขียนทับศัพท์ให้ใส่ตัวการันต์ที่ตัวสะกดนั้น เนื่องจากตัวสระมี “ว” สะกดแล้ว แต่เวลาพูดให้ออกเสียงตัวสะกดท้ายสระนั้นด้วย

uo : u (“อุ”) + o (“โอะ”) = “อัว” -> Tuoli “ตัวลิ” = เก้าอี้

**หากมีตัวสะกดตามท้ายสระประสม uo เวลาเขียนทับศัพท์ให้ลดรูปจาก “–ัว” เป็น “-ว-” แทนตามหลักภาษาไทย เช่น Ruotsi “รวตสิ” = สวีเดน

 

5. จังหวะการออกเสียงในภาษาฟินนิช

สำหรับเนื้อหาตอนนี้ แนะนำให้ฟังลิงก์นี้ควบคู่ไปด้วย
http://donnerwetter.kielikeskus.helsinki.fi/finnishforforeigners/ch1-en/ch1-gr-sano-aakkoset.htm
[Credit: ภาษาฟินนิชสำหรับชาวต่างประเทศ "Tavataan taas" โดยศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ]

 

           ส่วนตัวผู้เรียบเรียงแล้ว ในระยะแรกจะมีปัญหาสำหรับการออกเสียง “สระหน้า” (ä, ö, y) กับ “สระหลัง” (a, o, u) ซึ่งความแตกต่างระหว่างสระหน้ากับสระหลังนี้ก็มีในภาษาอังกฤษ เช่น ตัว a ที่ออกเสียงต่างกันในคำว่า cat (สระหน้า) กับคำว่า father (สระหลัง) เพียงแต่จากความเคยชินกับภาษาอังกฤษของผู้เรียบเรียง ทำให้อ่านสระภาษาฟินนิชเหล่านี้แบบภาษาอังกฤษมากกว่าในตอนแรก

          นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความยาวของเสียงพยางค์ตามสระ และการซ้ำตัวอักษรด้วย ดังนี้

 

- เสียงสระทุกตัวเป็นเสียงจังหวะเดี่ยว การที่มีสระซ้อนกัน หมายถึงต้องออกเสียงสระให้ยาวขึ้น เป็น 2 จังหวะ ทางผู้เรียบเรียงจึงได้เขียนเรื่องการทับศัพท์สระเดี่ยว แยกเป็นสระเสียงสั้น และสระเสียงยาว ซึ่งทั้งภาษาฟินนิชและภาษาไทยมีการแยกสระเสียงสั้นกับสระเสียงยาวกันอย่างชัดเจน


- สระประสม เกิดจากสระเดี่ยว (1 จังหวะ) 2 ตัวประสมกัน ได้เป็นสระประสม (2 จังหวะ) ทางผู้เรียบเรียงจึงพยายามเขียนทับศัพท์สระประสมให้อยู่ในรูปสระเสียงยาวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้


- การที่มีตัวอักษรซ้ำกัน จะแยกตัวอักษรเป็นตัวสะกดกับอักษรนำของแต่ละพยางค์

 

          จากเรื่องความยาวของเสียงพยางค์ตามสระ และการซ้ำตัวอักษร ยกตัวอย่างการเขียนทับศัพท์และการออกเสียง ดังนี้


ตัวอย่างที่ 1
- tuli (“ตุลิ”) = ไฟ
- tuuli (“ตูลิ”) = ลม
- tulli (“ตุลลิ”) = ภาษีศุลกากร


ตัวอย่างที่ 2
- Taakka (“ตากกะ”) = ระวาง/บรรทุก
- Takaa (“ตะกา”) = ด้านหลัง/ไล่ตาม
- Takka (“ตักกะ”) = เตาผิง


ตัวอย่างที่ 3
- Maata (“มาตะ”) = เอน/พิง
- Mato (“มะโตะ”) = หนอน
- Matto (“มัตโตะ”) = เสื่อ/พรม


ตัวอย่างที่ 4
- Tuulee (“ตูเล”)
- Tulee (“ตุเล”)
- Tule (“ตุเละ”)
 
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
แหล่งข้อมูลที่ทางเจ้าของบลอกใช้ในการสรุป