เอนทรี่นี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์ชุด "Our Solar System" ซึ่งผมแปลและเรียบเรียงจากสื่อสิ่งพิมพ์ "Our Solar System" ขององค์การ NASA ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนในเดือนกันยายน พ.ศ.2552 ครับ


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


               “ดาวตก” (Shooting star หรือ Meteor) เป็นเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กของสสารระหว่างดาวเคราะห์ (Interplanetary Material) ที่ตกเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลก (จะเป็นบรรยากาศของดาวเคราะห์หรือดาวบริวารก้ได้) เสียดสีกับอนุภาคในชั้นบรรยากาศจนเกิดความร้อนและลุกสว่างขึ้นมา โดยเราจะเห็นดาวตกเพียงไม่กี่วินาทีที่ปรากฏเป็นแนวสว่างพุ่งผ่านไปบนท้อง ฟ้า วัตถุเหล่านี้จะเรียกว่า “สะเก็ดดาว” (Meteoroid) หากพวกมันยังเคลื่อนที่พุ่งไปในอวกาศอยู่ และยังไม่ได้เข้ามายังชั้นบรรยากาศ

               

               


                ภาพแอนิเมชั่นแสดงดาวตกที่ปรากฏบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ถ้าหากดาวตกปรากฏสว่างมากกว่าปกติ จะเรียกว่า “Fireball” โดยมีนิยามที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานทางดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union: IAU) นิยามว่า “Fireball คือ ดาวตกที่มีความสว่างมากกว่าดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า (มีโชติมาตร (อันดับความสว่างประมาณ -4 หรือน้อยกว่า)” ขณะที่องค์กรดาวตกสากล (International Meteor Organization: IMO) นิยามว่า “Fireball คือ ดาวตกที่มีโชติมาตรประมาณ -3 หรือน้อยกว่านั้นหากดาวตกดวงนั้นปรากฏที่จุดเหนือศรีษะ (Zenith)”

(Credit ภาพ: NASA)

 

                โดยปกติแล้ว เราจะเห็นดาวตกในยามค่ำคืนเพียงไม่กี่ดวงต่อชั่วโมง แต่ในบางครั้ง จำนวนดาวตกที่เห็นในบางคืนก็มีมากเป็นพิเศษ เราเรียกปรากฏการณ์ที่มีดาวตกปรากฏเป็นจำนวนมากนี้ว่า “ฝนดาวตก” (Meteor Shower) ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกปีเมื่อโลกโคจรฝ่าเข้าไปในสายธารเศษฝุ่นหรือสะเก็ดดาวที่ ดาวหางทิ้งไว้ตามแนววงโคจรของดาวหางดวงนั้น ทำให้มีสะเก็ดดาวพุ่งเข้าหาโลกมากเป็นพิเศษ ฝนดาวตกแต่ละชุดจะถูกตั้งชื่อตามดาวฤกษ์หรือกลุ่มดาวที่อยู่ในบริเวณใกล้กับ ตำแหน่งที่ฝนดาวตกพุ่งออกมาบนท้องฟ้า


                               

                ภาพถ่ายฝนดาวตกลีโอนิดส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2001 จะสังเกตได้จากในรูปว่าฝนดาวตกจะพุ่งออกมาจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งบนท้อง ฟ้า จุดที่ดูเหมือนว่าฝนดาวตกจะพุ่งออกมานั้นเรียกว่า “จุด Radiant” ซึ่งจุด Radiant ของฝนดาวตกอยู่ในกลุ่มดาวใด ก็จะนำชื่อกลุ่มดาวนั้นในการเรียกชื่อฝนดาวตกชุดดังกล่าว เช่น ฝนดาวตกชุดลีโอนิดส์ มีจุด Radiant อยู่ในกลุ่มดาวสิงโต (Leo)
               
(Credit ภาพ: Fred Espanak)


               

                ภาพกราฟฟิกแสดงสาเหตุของการเกิดฝนดาวตก ที่โลกโคจรผ่านเข้าไปในสายธารสะเก็ดดาวที่กระจายไปตามแนววงโคจรของดาวหาง (ดาวหางทิ้งสะเก็ดดาวไว้ตามแนววงโคจร ซึ่งสะเก็ดดาวเหล่าก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย สะเก็ดดาวจึงกระจายตัวไปตามวงโคจรของดาวหางต้นกำเนิดเกิดเป็นสายธารสะเก็ด ดาว) จากการที่วงโคจรของดาวหางมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของโลก ทำให้เมื่อพิจารณาเจาะเข้าไปในสเกลโลกแล้ว สายธารสะเก็ดดาวจึงมีลักษณะเป็น “ท่อตรง” (รูปเล็ก) ซึ่งในรูปนี้เป็นกรณีการเกิดฝนดาวตกชุดลีโอนิดส์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากดาวหางเทมเพล-ทัตเทิล
               
(Credit ภาพ: วรเชษฐ์ บุญปลอด, สมาคมดาราศาสตร์ไทย)


               

                จุด Radiant ของฝนดาวตกนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็น “จุดตำแหน่ง” ในอวกาศ แต่เป็น ”จุดตำแหน่ง” ทางด้านมุมมอง (ผลจากมุมมองแบบ Perspective) การที่โลกโคจรผ่านเข้าไปสายธารสะเก็ดดาวที่มีลักษณะเป็น”ท่อตรง” ผู้สังเกตบนโลกจะเห็นฝนดาวตกพุ่งออกมาจากจุด Radiant ก็เปรียบเสมือนขณะที่เรากำลังเดินผ่านทางรถไฟที่เป็นแนวตรงยาว เมื่อเรามองย้อนตามแนวทางรถไฟนั้น จะเห็นว่าเหล็กขอบทางรถไฟทั้งสองข้างพุ่งออกมาจากจุดใดจุดหนึ่งที่อยู่ไกล มาก ทั้งๆที่จริงแล้ว เหล็กทั้งสองข้างนี้ขนานกันและไม่ได้บรรจบกัน
               
(ที่มาของรูป: http://www.michelserres.blogspot.com/2011/02/serres-and-railways.html)

 

               

                ข้อมูลภาพที่ย่านความยาวคลื่นช่วงอินฟราเรดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Spitzer ขององค์การ NASA ถ่ายมาในวันที่ 4-6 พฤษภาคม ค.ศ.2006 แสดงให้เห็นถึงนิวเคลียสของดาวหาง Schwassmann-Wachmann 3 ที่แตกออกเกิดเป็นดาวหางดวงเล็กๆ ซึ่งในรูปนี้แสดงให้เห็นถึงสายธารสะเก็ดดาวที่ดาวหางทิ้งไว้และกระจายตัวตาม แนววงโคจรได้ชัดเจน
               
(Credit ภาพ: NASA/JPL-Caltech/W. Reach)


                 ฝนดาวตกชุดที่มีชื่อเสียงได้แก่ ฝนดาวตกชุดเปอร์ซีดส์ (Perseids) ที่มีปริมาณดาวตกมากที่สุดช่วงวันที่ 12 สิงหาคม ฝนดาวตกชุดนี้มีต้นกำเนิดจากดาวหางสวิฟท์-ทัตเทิล (Swift-Tuttle) ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบทุก 135 ปี ฝนดาวตกชุดอื่นรวมถึงดาวหางต้นกำเนิด ได้แก่ ชุดลีโอนิดส์ (Leonids) ที่มาจากดาวหางเทมเพิล-ทัตเทิล (Tempel-Tuttle), ชุดอควาริดส์ (Aquarids) กับโอไรออนิดส์ (Orionids) ที่มาจากดาวหางฮัลเลย์ และชุดทอริดส์ (Taurids) ที่มาจากดาวหางเองเคอ (Encke) สะเก็ดดาวจากดาวหางเกือบทั้งหมดที่เกิดเป็นฝนดาวตกนี้ มักเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศ ไม่ค่อยมีเศษที่เหลือรอดลงมาถึงพื้นโลก เศษฝุ่นเหล่านี้บางครั้งก็ถูกเก็บมาโดยเครื่องบินที่บินในระดับความสูงมากๆ และถูกนำมาวิเคราะห์ต่อในห้องปฏิบัติการณ์

                หากสะเก็ดดาวที่ตกลงมายังโลก มีมวลมากพอที่จะคงเหลือหินและโลหะจากการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศจนตกกระทบพื้น ผิวโลก เราจะเรียกวัตถุนั้นว่า “อุกาบาต” (Meteorite) อุกาบาตที่ถูกมนุษย์พบบนพื้นโลกส่วนใหญ่มีขนาดตั้งแต่ Pebble (เศษหินที่มีขนาด 4-64 มิลลิเมตร) ไปจนถึงขนาดประมาณกำปั้นของมนุษย์ แต่บางครั้ง อุกาบาตที่ตกลงมายังพื้นโลกก็มีขนาดที่ใหญ่กว่าอาคาร ในขณะที่โลกกำลังก่อตัวหรือเพิ่งก่อตัวเสร็จใหม่ๆ โลกก็เผชิญกับการพุ่งชนของอุกาบาตขนาดใหญ่จนทำให้เกิดการทำลายครั้งใหญ่บน พื้นผิวโลกอยู่หลายครั้ง


               

                แผนภาพแสดงความแตกต่างของ Meteoroid (สะเก็ดดาว), Meteor (ดาวตก), Meteorite (อุกาบาต) โดยแตกต่างกันตรงที่สะเก็ดดาวเป็นเศษหินที่มีต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์, ดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง ที่โคจรไปในอวกาศ ยังไม่เข้ามายังบรรยากาศของดาวเคราะห์ เมื่อสะเก็ดดาวพุ่งเข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศของดาวเคราะห์จะเป็นดาวตก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ดาวตกนี้เผาไหม้ไปในชั้นบรรยากาศได้หมดหรือไม่หมดนั้น ขึ้นกับมวลขณะเป็นสะเก็ดดาว และทิศทางในการพุ่งตกลงมา หากดาวตกถูกเผาไหม้ไปไม่หมด (เหลือเป็นก้อนหิน) ตกลงมาบนพื้นโลกจึงจะเรียกว่าอุกาบาต
               
(Credit ภาพ: Smithsonian National Museum of Natural History)


                หนึ่งในหลุมอุกาบาตบนโลกที่เกิดจากการพุ่งชนเหล่านี้ ได้แก่ หลุมอุกาบาตแบร์ริงเจอร์ (Barringer Meteorite Crater) ในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา มีความกว้างหลุมประมาณ 1 กิโลเมตร และมีอายุราว 50,000 ปีมาแล้ว หลุมอุกาบาตนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้เพื่อศึกษาถึงกระบวนการการพุ่งชนของอุกา บาต ตั้งแต่ที่หลุมอุกาบาตแบร์ริงเจอร์นี้ถูกยืนยันว่าเกิดจากการพุ่งชนของอุกา บาต ในปี ค.ศ.1902 ได้มีการค้นพบและยืนยันหลุมอุกาบาตที่บริเวณอื่นบนพื้นผิวโลกมากถึงราวๆ 170 กว่าแห่งแล้วในปัจจุบัน


               

                ภาพถ่ายแสดงหลุมอุกาบาต Barringer ในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา
               
(Credit: D.J. Roddy/U.S. Geological Survey)


                การที่มีดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ทำให้เกิดหลุมอุกาบาตชิกซูลุบ (Chicxulub Crater) ที่บริเวณคาบสมุทรยูคาทัน (Yucatan Peninsula) ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งหลุมอุกาบาตนี้มีความกว้างราว 300 กิโลเมตร การพุ่งชนครั้งนั้นทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลก (รวมทั้งที่อาศัยอยู่ในน้ำและบนบก) ในขณะนั้นสูญพันธ์ไปมากถึง 75% รวมถึงไดโนเสาร์ด้วย

               

                แผนที่ค่าความผิดปกติบูแกร์ (Bouguer Anomaly Map) ซึ่งเป็นแผนที่ข้อมูลความโน้มถ่วงของพื้นที่สำรวจ เพื่อวิเคราะห์ถึงความโน้มถ่วงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละตำแหน่งกับความหนา แน่นของหินในตำแหน่งนั้นๆ แผนที่นี้เป็นแผนที่ค่าความผิดปกติบูแกร์ในบริเวณคาบสมุทรยูคาทัน แกน x (แกนนอน) แสดงค่าลองจิจูด, แกน y (แกนตั้ง) แสดงค่าละติจูด, เส้นสีขาวในแผนที่แสดงถึงแนวชายฝั่ง ส่วนจุดสีขาวในแผนที่แสดงถึงหลุมยุบ (Sinkhole) ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะหินปูนของน้ำใต้ดิน จะสังเกตได้ว่าในแผนที่นี้ปรากฏโครงสร้างรูปวงกลม ซึ่งก็คือหลุมอุกบาต Chicxulub การที่ชั้นหินบริเวณนั้นถูกบีบอัดขณะที่เกิดการพุ่งชน ทำให้ความโน้มถ่วงและความหนาแน่นหินบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนไปจากเดิม หลุมอุกาบาตนี้ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยสายตาโดยตรง เพราะโครงสร้างของหลุมอุกาบาต (สันขอบหลุมอุกาบาต เป็นต้น) ถูกตัวกลางต่างๆ (ลมและน้ำ) กัดเซาะไปหมดแล้ว จึงอาศัยการศึกษาทางธรณีฟิสิกส์แทน
               
(Credit แผนที่: Geological Survey of Canada, ลิงก์ที่มา: http://miac.uqac.ca/MIAC/chicxulub.htm)


               

                ภาพวาดจินตนาการถึงหลุมอุกาบาต Chicxulub หลังจากเกิดการพุ่งชน
               
(Credit: D. VAN RAVENSWAAY)

 

                ในปัจจุบันนี้ โอกาสเกิดการพุ่งชนโลกของอุกาบาต (ไม่ว่าจะมาจากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย) ที่รุนแรงมากพอที่ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่นั้นถือ ได้ว่ามีอยู่น้อยมาก แต่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1954 ได้มีลูกอุกาบาตหินมวล 3.6 กิโลกรัมพุ่งตกลงมาทะลุหลังคาบ้านหลังหนึ่งในเมือง Sylacauga รัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา โดยตกใส่ผู้ที่อยู่ในบ้านหลังนั้นจนเกิดอาการฟกช้ำ


              

                นาง Ann Hodge ผู้โชคร้ายที่ถูกอุกาบาตตกใส่ และเพดานกับหลังคาบ้านที่ทะลุจากเหตุการณ์นี้
               
(ที่มาของภาพ: http://frogstorm.com/?p=2899)


                ถึงอุกาบาตนั้นจะดูคล้ายคลึงกับหินบนโลก แต่อุกาบาตมักจะมีร่องรอยการถูกเผาไหม้ที่ผิวอุกาบาตเสมอ (ในกรณีอุกาบาตที่พบบนพื้นผิวโลก ดาวเคราะห์หินหรือดาวบริวารที่มีชั้นบรรยากาศ) รอยไหม้ตามเปลือกอุกาบาตนี้เกิดจากการหลอมละลายเมื่อได้รับความร้อนที่สูง มากจากการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศ ในขณะที่อุกาบาตกำลังพุ่งตกลงมา อุกาบาตถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ อุกาบาตหิน (Stony Meteorite), อุกาบาตหิน-เหล็ก (Stony-Iron Meteorite) และอุกาบาตเหล็ก (Iron Meteorite)

                 

                ภาพถ่ายแสดงอุกาบาตหิน (Rocky Meteorite) ที่แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่ คอนไดรต์ (Chondrite) ในภาพซ้าย และอคอนไดรต์ (Achondrite) ในภาพขวา โดยคอนไดรต์เป็นอุกาบาตหินที่ไม่เคยผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการหลอม (Melting) หรือการแยกชั้น (Differentiation) เมื่ออุกาบาตนี้ยังอยู่กับวัตถุต้นกำเนิด องค์ประกอบเด่นที่ปรากฏในคอนไดรต์ คือ “คอนดรูล” (Chondrule) ซึ่งเป็นเม็ดอนุภาคทรงกลมขนาดไม่กี่มิลลิเมตร เกิดจากหยดที่มีสภาพหลอมเหลวทั้งหมดหรือหลอมเหลวบางส่วนที่ล่องลอยอยู่ใน อวกาศช่วงที่ระบบสุริยะก่อตัว ก่อนที่จะมารวมตัวและก่อตัวเกิดเป็นดาวเคราะห์น้อย  ซึ่งคอนดรูลเหล่านี้อุดมไปด้วยแร่ซิลิเกตจำพวกโอลิวีน (Olivine) และไพรอกซีน (Pyroxene)
                ส่วนอุกาบาตหินแบบอคอนไดร์ต เป็นอุกาบาตที่ไม่มีคอนดรูล มีองค์ประกอบคล้ายคลึงกับหินบะซอลต์ หรือหินอัคนีบาดาล (Plutonic Rock: เกิดจากแมกม่าที่ตกผลึกและแข็งตัวลึกลงไปใต้เปลือกโลก) และเคยผ่านการหลอมหรือการแยกชั้น เมื่ออุกาบาตนี้ยังอยู่กับวัตถุต้นกำเนิด

               
(Credit ภาพทั้งสอง: H.Raab)



               

                ภาพถ่ายแสดงอุกาบาตชนิด Mesosiderite ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งในอุกาบาตหิน-เหล็ก โดยอุกาบาตชนิด mesosiderite นี้จะมีโลหะจำพวกเหล็ก-นิเกิล กับซิลิเกตในประมาณที่พอๆกัน
               
(Credit ภาพ: Brocken Inaglory)


               

                ภาพถ่ายแสดงตัวอย่างอุกาบาตเหล็กมวล 1.7 กิโลกรัม ขนาดความกว้างประมาณ 12 เซนติเมตร ที่เก็บมาจากอุกาบาตที่ตกในบริเวณเทือกเขา Sikhote-Alin ในรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1972
               
(Credit ภาพ: H.Raab)

     
        

                ถึงแม้อุกาบาตส่วนใหญ่ที่ตกลงมาบนพื้นผิวโลกนั้นเป็นประเภทอุกาบาตหินเสีย เป็นส่วนใหญ่ แต่อุกาบาตที่ถูกตรวจพบส่วนใหญ่บนพื้นผิวโลกกลับเป็นประเภทอุกาบาตเหล็ก เนื่องจากอุกาบาตเหล็กจะปรากฏกลมกลืนไปกับก้อนหินที่เกิดบนโลกน้อยกว่าอุกา บาตหิน นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอุกาบาตที่ตกลงบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย โดยยาน Opportunity หนึ่งในรถหุ่นยนต์สำรวจพื้นผิวดาวอังคาร (Mars Exploration Rover) ได้พบอุกาบาตที่ประกอบด้วยเหล็ก-นิเกิล ซึ่งเป็นอุกาบาตประเภทใหม่ ที่บริเวณที่ราบ Meridiani Planum ในปี ค.ศ.2005 และค้นพบอุกบาตประเภทเดียวกันที่ใหญ่กว่าในบริเวณเดียวกัน ในปี ค.ศ.2009


                ในปัจจุบัน มนุษย์ได้ค้นพบอุกาบาตบนพื้นผิว โลกกว่า 50,000 ชิ้น ในบรรดาอุกาบาตเหล่านี้นั้น 99.8% มีต้นกำเนิดมาจากดาวเคราะห์น้อย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บ่งชี้ถึงต้นกำเนิดดังกล่าวได้จากวิธีต่างๆ เช่น การคำนวณวงโคจรของอุกาบาตในขณะที่ยังเป็นสะเก็ดดาวอยู่ในอวกาศ จากข้อมูลภาพถ่ายในขณะที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ถึงโลก (วิธีนี้ใช้ได้หากตรวจจับตำแหน่งสะเก็ดดาวก่อนถึงโลกได้) ซึ่งพบว่าสะเก็ดดาวนั้นมาจากแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย และการศึกษาสเปกตรัมจากวัสดุประกอบอุกาบาต (แร่, ธาตุหรือสารประกอบต่างๆ) ที่ไปตรงกันกับสเปกตรัมของดาวเคราะห์น้อยประเภทใดประเภทหนึ่ง



                  อย่างไรก็ตาม มีอุกาบาตบางกลุ่มที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงได้ว่ามีต้นกำเนิดจำเพาะ เจาะจงไปเลยว่ามาจากดาวเคราะห์น้อยดวงไหน เช่น อุกาบาตกลุ่ม HED (HED meteorites) ซึ่งแบ่งย่อยเป็นอุกาบาตกลุ่ม Howardite, Eucrite และ Diogenite ที่เป็นหินอัคนี มีต้นกำเนิดมาจากดาวเคราะห์น้อย Vesta ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 3  ในบางครั้งแล้ว อุกาบาตที่ตกลงมาบนโลกนี้ก็เป็นวัสดุประกอบดาวเคราะห์ที่กระเด็นออกมาเมื่อ ดาวเคราะห์ต้นกำเนิดถูกพุ่งชน ขณะที่ดาวเคราะห์หินดวงนั้นกำลังก่อตัวอยู่ ดังนั้น การศึกษาอุกาบาตก็สามารถช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพและกระบวนการต่างๆในขณะ ที่ระบบสุริยะกำลังก่อตัวหรือยังมีอายุน้อยได้เช่นกัน



                    นอกจากอุกาบาต 99.8% มีต้นกำเนิดมาจากดาวเคราะห์น้อย อุกาบาตส่วนที่เหลือ 0.2% ถูกตรวจสอบพบว่ามีต้นกำเนิดมาจากดวงจันทร์หรือดาวอังคาร (อุกาบาตที่มาจากดวงจันทร์มีจำนวนพอๆกันกับอุกาบาตที่มาจากดาวอังคาร) อุกาบาตในกรณีหลังนี้มีอายุราวๆ 4.5 – 4.6 พันล้านปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเก่าแก่มาก (เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการกำเนิดระบบสุริยะ) มีอุกาบาตราว 45 ก้อนที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าเป็นชิ้นส่วนที่กระเด็นออกจากดาวอังคาร เมื่อดาวอังคารถูกอุกาบาตก้อนอื่นพุ่งชนในอดีต โดยทั้งหมดนั้นเป็นหินอัคนีที่ตกผลึกจากแมกม่า อุกาบาตเหล่านี้มีลักษณะใกล้เคียงกับก้อนหินบนโลกมาก เพียงแต่มีองค์ประกอบทางเคมีหรือทางแร่บางชนิดที่แตกต่างไปและเป็นตัวบ่งชี้ ว่ามาจากดาวอังคาร


                     ส่วนอุกาบาตอีกกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า 45 ก้อน ที่พบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีและทางแร่ใกล้เคียงมากกับตัวอย่างหินดวงจันทร์ ที่โครงการอวกาศอพอลโลเก็บกลับมา แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้างซึ่งแสดงว่าอุกาบาตกลุ่มนี้มาจากส่วนอื่นของดวง จันทร์ ซึ่งการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและทางแร่ของอุกาบาตจากดวงจันทร์และดาวอังคาร จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ (ที่มากับโครงการอวกาศอพอลโล) และการสำรวจพื้นผิวดาวอังคารได้ดีขึ้น


               

                อุกาบาต Allan Hills 81005 ซึ่งถูกค้บพบจากทวีปแอนตาร์กติกา หนึ่งในอุกาบาตที่ตรวจสอบแล้วว่ามีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกันกับตัวอย่างหิน บนดวงจันทร์ที่นักบินอวกาศในโครงการอพอลโลเก็บมา แสดงว่าอุกาบาตลูกนี้มีต้นกำเนิดมาจากดวงจันทร์ ส่วนโลหะทรงลูกบาศก์ข้างๆอุกาบาตนั้น ถูกวางไว้เพื่อใช้เทียบขนาดของอุกาบาต โดยแต่ละด้านของโลหะนี้มีความกว้าง 1 เซนติเมตร

(ที่มาของภาพ: http://meteorites.wustl.edu/lunar/stones/alha81005.htm)


               

                อุกาบาต EETA79001 ซึ่งถูกค้นพบจากทวีปแอนตาร์กติกา นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าภายในบริเวณปื้นสีดำในอุกาบาตลูกนี้ มีก๊าซที่ใกล้เคียงกันกับก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร แสดงว่าอุกาบาตลูกนี้มีต้นกำเนิดมาจากดาวอังคาร
               
(Credit ภาพ: NASA/JSC/JPL/Lunar Planetary Institute)





ช่วงเวลาสำคัญที่เกี่ยวข้อง


ประมาณ 4.55 พันล้านปีที่แล้ว

ช่วงเวลาที่อุกาบาตส่วนใหญ่ก่อตัว ถูกนับเป็นช่วงเวลาที่ระบบสุริยะก่อตัวไปด้วย

 

ประมาณ 65 ล้านปีที่แล้ว

เกิดการพุ่งชนที่ทำให้เกิดหลุมอุกาบาต Chicxulub ส่งผลให้สัตว์บนโลกในขณะนั้นสูญพันธุ์ไปถึง 75% รวมถึงไดโนเสาร์ด้วย

 

ประมาณ 50,000 ปีที่แล้ว

ช่วงเวลาที่เกิดการพุ่งชนที่ส่งผลให้เกิดหลุมอุกาบาต Barringer ที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา

 

ปี 1478 ก่อน ค.ศ.

บันทึกแรกที่กล่าวถึงการพุ่งตกลงมาของอุกาบาต ซึ่งตกลงมาบริเวณเกาะครีต (Crete) ประเทศกรีซในปัจจุบัน

 

ปี ค.ศ.1794

Ernst Chladni นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษาอุกาบาตเล่มแรก

 

ปี ค.ศ.1908 (Tunguska, รัสเซีย), ค.ศ.1947 (เทือกเขา Sikhote Alin, รัสเซีย), ค.ศ.1969 (Murchison, ออสเตรเลียและ Allende, เม็กซิโก), ค.ศ.1976 (Jilin, จีน)

การพุ่งตกลงมาของอุกาบาตครั้งสำคัญในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20


               

                ภาพซ้ายเป็นภาพวาดจินตนาการถึงการระเบิดของอุกาบาตกลางอากาศ เหนือพื้นที่ทังกัสก้า ซึ่งการระเบิดครั้งนั้นให้พลังงานมากกว่าคราวการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ เมืองฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 1,000 เท่า โดยโดยคลื่นกระแทก (Shock Wave) จากการระเบิดนี้ทำให้ต้นไม้ในป่าบริเวณใต้จุดที่อุกาบาตระเบิดโค่นล้มและถูก เผา กินพื้นที่กว้างราว 2,150 ตารางกิโลเมตร โชคดีที่การระเบิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเหนือบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนา แน่น อย่างตามเมืองใหญ่ ส่วนภาพขวา เป็นภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุในภายหลัง (ปี ค.ศ.1927)

(Credit ภาพซ้าย: Don Davis, Credit ภาพขวา: Leonid Kulik)

 

ปี ค.ศ.1969

มี การค้นพบอุกาบาตที่ตกลงมาที่บริเวณทวีปแอนตาร์กติกา นำไปสู่การเดินทางมาสำรวจของคณะนักสำรวจจากญี่ปุ่นและสหรัฐ เพื่อค้นหาอุกาบาตที่ทวีปนี้ทุกปี

 

ปี ค.ศ.1982-1983

กลุ่มอุกาบาตที่นักสำรวจค้นพบที่ทวีปแอนตาร์กติกา ได้รับการตรวจสอบและพบว่ามีต้นกำเนิดมาจากดวงจันทร์และดาวอังคาร

 

ปี ค.ศ.1996

ทีม นักวิทยาศาสตร์จากองค์การ NASA ได้เสนอว่าอุกาบาต ALH84001 ที่มีต้นกำเนิดมาจากดาวอังคาร อาจจะมีหลักฐานแสดงถึงฟอสซิลขนาดเล็กที่มาจากดาวอังคาร ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงของนักวิทยาศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน

               

                ภาพซ้ายแสดงอุกาบาต ALH 84001 ส่วนภาพขวาเป็นภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron Microscope) แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นแท่ง (บริเวณกลางภาพ) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าโครงสร้างนี้เป็นซากฟอสซิลของนาโน แบคทีเรีย (Nanobacteria: แบคทีเรียที่มีขนาดเล็กกว่า 200 นาโนเมตร ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในทางทฤษฎี) และหากเป็นซากฟอสซิลจริง จะเป็นซากฟอสซิลจากดาวอังคารหรือไม่
               
(Credit ภาพทั้งสอง: NASA)

 

ปี ค.ศ.2005

ยาน Opportunity หนึ่งในรถหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคาร (Mars Exploration Rover) ค้นพบอุกาบาตที่ตกมาบนดาวอังคาร ซึ่งประกอบด้วยเหล็ก-นิเกิล ขนาดประมาณลูกบาสเกตบอล

               

                ภาพถ่ายอุกาบาตบนพื้นผิวดาวอังคารที่ยาน Opportunity ค้นพบในปี ค.ศ.2005 ซึ่งถูกเรียกว่า “Heat Shield Rock” เพราะอุกาบาตลูกนี้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งที่โล่กันความร้อนขณะฝ่า ชั้นบรรยากาศ ของยาน Opportunity ตกลงมา
               
(Credit ภาพ: NASA)


ปี ค.ศ.2009

ยาน Opportunity ได้ค้นพบอุกาบาตเหล็ก-นิเกิลก้อนอื่นที่ใหญ่กว่าและหนักกว่าก้อนแรก โดยนักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าอุกาบาตก้อนหลังมีมวล 10 เท่าของมวลอุกาบาตก้อนแรก

              

                ภาพถ่ายอุกาบาตบนพื้นผิวดาวอังคารที่ยาน Opportunity ค้นพบในปึ ค.ศ.2009 ซึ่งถูกเรียกว่า “Block Island”
               
(Credit ภาพ: NASA/JPL-Caltech/Cornell University)

 





------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ที่มาของข้อมูล: หน่วยสำรวจระบบสุริยะ องค์การ NASA

แปล เรียบเรียง และอธิบายเพิ่มเติม
: หนุ่มแทจอน-exteen.com





 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

อ่านเพลินมากHot!

#1 By Lagnadan on 2012-08-01 23:13