หมายเหตุจากผู้แปลและเรียบเรียง


- เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาเรื่องดาวหางที่ "หนุ่มแทจอน"@exteen.com แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Exploring the Solar System ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 (ค.ศ.2012) เรียบเรียงโดย Peter Bond

- หนังสือเล่มดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นตำราดาราศาสตร์พื้นฐานในระดับปริญญาตรี ดังนั้น จึงต้องอาศัยพื้นฐานทางฟิสิกส์และเคมีด้วย
 
 
 
เอนทรี่ที่แนะนำให้อ่านประกอบ

- Our Solar System 18: ดาวหาง
 
 
เอนทรี่ก่อนหน้านี้
 
 
----------------------------------------------------------------------------------------------


 
นิวเคลียสของดาวหาง (Cometary nucleus): ก้อนสกปรกที่เยือกแข็ง หรือก้อนน้ำแข็งสกปรก?


 

          เป็นเวลานานนับหลายร้อยปีแล้ว ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามแก้ปริศนาถึงลักษณะทางธรรมชาติที่แท้จริงของดาวหาง โดยการเริ่มต้นใช้วิธีการศึกษาวิธีใหม่ๆ 2 เทคนิค ได้แก่ สเปกโตรสโคปี (Spectroscopy - การศึกษาสเปกตรัม) และการถ่ายภาพ (Photography) ในช่วงครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าดาวหางมีความซับซ้อนมาก

          ไม่เพียงเฉพาะความแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับชั้นโคมาหรือหางเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับองค์ประกอบทางเคมีได้ด้วย โดยแถบสเปกตรัมจากแสงที่สะท้อนจากดาวหาง บ่งชี้ว่า ดาวหางมีสารประกอบจำนวนมากที่ก่อตัวจากไฮโดรเจน, คาร์บอน, ออกซิเจน และไนโตรเจน รวมถึงอนุภาคฝุ่นของซิลิเกตที่ทำให้เกิดฝนดาวตก

 

 

          ในปี ค.ศ.1950 Fred Whipple นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ทำการศึกษาบริเวณหัวของดาวหาง พบว่าดาวหางที่โคจรเป็นคาบบางดวง โคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบแล้วราว 1,000 ครั้งหรือมากกว่านั้น และเข้าใจว่าดาวหางพวกนี้อาจแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หากองค์ประกอบเหลือเพียงอนุภาคฝุ่นทรายผสมกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกาะกลุ่มกันหลวมๆ

 

          Whipple ให้เหตุผลว่านิวเคลียสของดาวหางต้องเป็น “น้ำแข็งกรวดมน” (Ice congromerate) ซึ่งประกอบด้วยน้ำแข็งและฝุ่น ที่ผสมกับแอมโมเนีย, มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ (ทำให้มักถูกกล่าวถึงโดยรวมๆว่า “ก้อนน้ำแข็งสกปรก”)

          พอดาวหางเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้ตัวดาวหางอุ่นขึ้น น้ำแข็งบริเวณพื้นผิวของนิวเคลียสจะเริ่มระเหิดกลายเป็นไอ เกิดเป็นลำพ่นที่ปล่อยฝุ่นและก๊าซออกมา ผลลัพธ์ของกระบวนการนี้ทำให้เกิดชั้นโคมาห่อหุ้มนิวเคลียส และหางของดาวหางทั้งสองประเภท (หากนิวเคลียสพ่นฝุ่นและก๊าซออกมาเป็นปริมาณมาก)

 

          แนวคิดเกี่ยวกับดาวหางของวิปเปิลนี้ ได้รับการทดสอบโดยการสังเกตการณ์ดาวหาง ทั้งจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่โคจรอยู่รอบโลก (เช่น กล้องฮับเบิล, กล้องสปิตเซอร์ และ Ultraviolet Explorer) และยานอวกาศที่ถูกส่งไปสำรวจดาวหางในระยะใกล้

 

 

          การส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวหางในระยะใกล้นี้ เริ่มต้นจากแผนการสำรวจดาวหางฮัลเลย์ในระดับนานาชาติ เมื่อดาวหางดวงนี้โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ในปี ค.ศ.1986 หลังจากนั้น ก็ได้ส่งยานอวกาศไปสำรวจด้วยการเคลื่อนเฉียดดาวหางมีคาบ (Period Comet) ดวงอื่น เช่น ดาวหาง Borelly, Wild 2 และ Hartley 2, เก็บตัวอย่างฝุ่นจากชั้นโคมาของดาวหาง Wild 2 และปล่อยหัวสำรวจไปพุ่งชนกับนิวเคลียสของดาวหาง Tempel 1 ผลลัพธ์จากการสำรวจดาวหางทำให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจและตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ได้ในบางครั้ง

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนเนื้อหาแทรก: ยานอวกาศ Giotto

 

          ยานอวกาศ Giotto เป็นภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกภารกิจแรกขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency - ESA) ถูกตั้งชื่อตาม Giotto di Bondone จิตรกรชาวอิตาเลียนในสมัยเรอเนสซองส์ ซึ่งเคยวาดดาวหางฮัลเลย์ลงในงานจิตรกรรมของเขา

          ยานลำนี้เป็นหนึ่งในแผนการสำรวจดาวหางฮัลเลย์ในระดับนานาชาติ ซึ่งยานอวกาศ Vega ทั้งสองลำของสหภาพโซเวียตได้ทำการถ่ายภาพ ส่งข้อมูลของดาวหางดวงนี้ รวมไปถึงเป็นตัวนำทางให้ยาน Giotto ก่อนที่ยานลำนี้จะเข้าใกล้นิวเคลียสของดาวหางฮัลเลย์ในช่วงวันที่ 13-14 มีนาคม ค.ศ.1986

 


รูปที่ 16 ภาพจินตนาการแสดงยานอวกาศ Giotto [Credit ภาพ: NASA]

 

          ยานอวกาศ Giotto ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1985 ซึ่งในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1986 หลังจากที่ยานได้เดินทางเป็นระยะทางกว่า 150 ล้านกิโลเมตร อุปกรณ์ที่ติดตั้งกับยานก็ได้ตรวจพบไอออนของไฮโดรเจนได้ (ขณะนั้น ยานอยู่ห่างจากนิวเคลียสของดาวหางไป 7.8 ล้านกิโลเมตร)

          ถัดจากนั้น 1 วัน ยาน Giotto ก็ได้ข้ามเขต Bow Shock ซึ่งเป็นบริเวณหน้าคลื่นกระแทกที่ส่งผลให้อนุภาคในลมสุริยะที่เคลื่อนที่มาด้วยอัตราเร็วเหนือเสียงถูกลดอัตราเร็วลงจนน้อยกว่าอัตราเร็วของเสียง เมื่อยานได้เข้าสู่บริเวณที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในชั้นโคมา กล้องถ่ายรูปของยานก็เริ่มติดตามถ่ายภาพวัตถุที่สว่างที่สุดในมุมมองของกล้อง (ในที่นี้คือ ลำพ่นของฝุ่นก๊าซที่พุ่งออกจากนิวเคลียส)

 

 

รูปที่ 17 ทางด้านขวาเป็นภาพถ่ายของนิวเคลียสดาวหางฮัลเลย์ที่ยาน Giotto ถ่ายไว้ได้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ขณะที่อยู่ห่างจากนิวเคลียส 18,000 กิโลเมตร [Credit รูป: ESA/MPI]

ทางด้านซ้ายเป็นแผนภาพแสดงรายละเอียดที่ได้จากการตีความภาพถ่ายของนิวเคลียส แสดงถึง

- ลำพ่นของฝุ่นก๊าซ (Dust fountains) บนพื้นผิวนิวเคลียสด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์
- บริเวณจุด/พื้นที่สว่างที่มีปฏิกิริยา (Bright active spot/zone)
- เส้นแบ่งฝั่งกลางวัน-กลางคืนของนิวเคลียส (Day-night border line)
- ทิศทางไปยังดวงอาทิตย์
- แกนการหมุนรอบตัวเองของนิวเคลียส (axis of rotation)
- พื้นที่บุ๋มลงไปบริเวณตอนกลางของนิวเคลียส (Central depression)
- ยอดเขาโผล่ที่ได้รับแสงอาทิตย์ (Sunlit mountain)
- หลุมอุกกาบาต (Crater)
- หุบเหว (Valley)
- เนินเขาเล็กๆ (Hill)

[ที่มาของภาพ: http://www.astro.virginia.edu/class/oconnell/astr121/guide21.html]

 

          ในช่วง 122 นาทีก่อนที่ยานจะเข้าใกล้นิวเคลียสของดาวหางมากที่สุด พบว่าการปะทะของเม็ดฝุ่นเข้ากับตัวยานมีถึงประมาณ 12,000 ครั้ง และขณะที่ยานเข้าใกล้นิวเคลียสมากที่สุด ยานอยู่ห่างจากนิวเคลียส 596 กิโลเมตร มีอัตราเร็วเทียบกับนิวเคลียสดาวหางที่ 68 กิโลเมตร/วินาที ซึ่งอัตราการพุ่งชนของเม็ดฝุ่นเข้ากับยานอวกาศได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ยานกำลังเคลื่อนผ่านลำพ่นฝุ่นก๊าซที่พุ่งออกมาจากนิวเคลียส

          ในช่วง 7.6 วินาทีก่อนยาน Giotto จะเข้าใกล้นิวเคลียสมากที่สุด ยานได้ปะทะเข้าเม็ดฝุ่นขนาดใหญ่ จนทำให้ยานหมุนคว้างอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้สัญญาณที่ยานติดต่อกลับไปยังโลกขาดหายไปชั่วคราว แต่ในอีก 32 นาทีถัดมา เครื่องยนต์จรวดขับดันของยานได้พยายามควบคุมการเคลื่อนตัวของยานให้กลับมาเสถียรเหมือนเดิม และการติดต่อยังโลกกลับสู่ปกติ

          ยานอวกาศ Giotto ได้ส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กลับมายังโลกในช่วง 24 ชั่วโมงภายหลัง แต่การปะทะกับฝุ่นจากดาวหางก็ยังมีอยู่ จนกระทั่งการพุ่งชนของเม็ดฝุ่นขนาดใหญ่ที่ยานตรวจพบครั้งสุดท้ายที่เวลา 49 นาทีหลังเข้าใกล้นิวเคลียสดาวหางมากที่สุด

          การผ่านเข้าใกล้นิวเคลียสดาวหางฮัลเลย์ของยาน Giotto สิ้นสุดลงในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1986 ยานได้ปิดอุปกรณ์ตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ลงทั้งหมด ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ แล้วผ่านเข้าใกล้นิวเคลียสของดาวหาง Grigg-Skjellerup เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.1992

 

--------------------------------------------------------------------

 

 

 

          ดาวหางแต่ละดวงนั้นมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป และถึงแม้ว่านิวเคลียสของดาวหางโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น แต่ขนาดนิวเคลียสของดาวหางแต่ละดวงก็แตกต่างกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- ดาวหาง Hale-Bopp: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 35 กิโลเมตร นับเป็นนิวเคลียสของดาวหางที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จักในปัจจุบัน

- ดาวหางฮัลเลย์: นิวเคลียสมีรูปร่างคล้ายมันฝรั่ง และมีขนาดประมาณ 16 x 8 กิโลเมตร

- ดาวหาง Borrelly: ขนาด 8 x 4 กิโลเมตร

- ดาวหาง Temple 1: นิวเคลียสมีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลม มีขนาด 5 x 7 กิโลเมตร

- ดาวหาง Wild 2: เส้นผ่านศูนย์กลางนิวเคลียสประมาณ 5 กิโลเมตร

- ดาวหาง Hartley 2: นิวเคลียสยาว 2 กิโลเมตร กว้าง 0.4 กิโลเมตร นับเป็นนิวเคลียสดาวหางที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสำรวจในปัจจุบัน

 

 

          นิวเคลียสของดาวหางมีการลดขนาดลงไปเรื่อยๆทุกครั้งที่ดาวหางโคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ เนื่องจากการระเหิดของน้ำแข็งที่นิวเคลียส ตัวอย่างเช่น เมื่อดาวหางฮัลเลย์โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ นิวเคลียสของดาวหางดวงนี้ได้สูญเสียก๊าซและฝุ่น ในอัตรา 20 ตัน และ 10 ตัน ใน 1 วินาที ตามลำดับ ซึ่งจากการคำนวณแล้ว พบว่าพื้นผิวของนิวเคลียสจะลดระดับลงไปประมาณ 10 เมตรในระหว่างที่ดาวหางโคจรเข้ามายังระบบสุริยะชั้นใน

          อย่างไรก็ตาม นิวเคลียสดาวหางฮัลเลยก็มีถึงไม่กี่ร้อยล้านล้านกิโลกรัม (1014 kg) ทำให้ดาวหางฮัลเลย์ยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายพันปี แต่ในกรณีของดาวหางที่ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบน้อยกว่า และมีขนาดนิวเคลียสเล็กกว่าอีกหลายดวงก็มีอัตราการลดขนาดของนิวเคลียสที่มากกว่า

 

 

          ขณะที่การวัดความหนาแน่นเฉลี่ยของนิวเคลียสดาวหางก็ไม่ได้ง่ายนัก แต่จากที่นักดาราศาสตร์ได้ประมาณไว้จากดาวหางหลายๆดวง บ่งชี้ว่าตามปกติแล้ว นิวเคลียสของดาวหางมักมีความหนาแน่นเฉลี่ยที่ 0.3-0.5 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งต่ำกว่าความหนาแน่นของน้ำ (1.0 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร) อาจเป็นเพราะองค์ประกอบของนิวเคลียสส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง มีสภาพเป็นรูพรุน, เนื้อเบา หรือเป็นเศษเล็กเศษน้อยที่มาเกาะกลุ่มกันหลวมๆ (ซึ่งทำให้มีช่องว่างภายในตัวนิวเคลียสอยู่มาก)

 

 

          ส่วนพื้นผิวของนิวเคลียสดาวหางก็คล้ำมาก โดยมีค่า Albedo (ประสิทธิภาพในการสะท้อนแสงอาทิตย์ของพื้นผิว) ประมาณ 2-4% ซึ่งพื้นที่บางแห่งบนนิวเคลียสดาวหางบางดวง เช่น บางจุดบนดาวหาง Borelly แทบจะไม่สะท้อนแสงอาทิตย์เลย (ค่า Albedo 0.8%) ทำให้นิวเคลียสดาวหางดวงนี้ ถูกนับเป็นวัตถุที่คล้ำที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่มนุษย์รู้จัก ทั้งๆที่ดาวหางมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำแข็ง ค่าอัลบีโดน่าจะสูงแบบกรณีดาวบริวารน้ำแข็งหรือทวีปแอนตาร์กติกาบนโลก แสดงว่าพื้นผิวนิวเคลียสของดาวหางถูกปกคลุมไปด้วย “เปลือก” ของสารประกอบอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยคาร์บอน

 

รูปที่ 18 ภาพถ่ายสีเพี้ยนของนิวเคลียสดาวหาง Borelly ที่ยานอวกาศ Deep Space 1 ถ่ายภาพมาเมื่อ 22 กันยายน ค.ศ.2001 ภาพถ่ายสีเพี้ยนนี้ใช้เพื่อแสดงลำพ่นของฝุ่นก๊าซ และชั้นโคมา (ชั้นของฝุ่นก๊าซที่ฟุ้งรอบนิวเคลียส) โดยปรากฏเป็นพื้นที่สีน้ำเงินและม่วงในภาพ

[Credit ภาพ: NASA]

 

          นักดาราศาสตร์ได้ทดสอบการที่ฝุ่นละเอียดกระจายไปทั่วนิวเคลียสของดาวหาง โดยการปล่อยหัวสำรวจจากยานอวกาศ Deep Impact ไปพุ่งชนนิวเคลียสของดาวหาง Tempel 1 จากการสังเกตผลการพุ่งชนนี้พบว่ามีปริมาณไอน้ำและก๊าซชนิดอื่นๆที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ ถูกปลดปล่อยออกมาน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้อยู่มาก

          ลักษณะที่ปรากฏเด่นชัดมากที่สุดจากการพุ่งชน คือ แสงสว่างลุกจ้า เนื่องจากแสงอาทิตย์ถูกกระเจิงโดยฝุ่นละเอียดที่มีขนาดเล็กมาก (ลักษณะคล้ายกับแป้งฝุ่นมากกว่าเม็ดทรายตามชายหาด) ที่หลุดออกมาจากนิวเคลียสเพราะการพุ่งชน ทำให้พิจารณาได้ว่าดาวหาง Tempel 1 (หรืออาจรวมถึงดาวหางอีกส่วนหนึ่ง) มีสภาพเป็น “ก้อนสกปรกที่เยือกแข็ง” มากกว่า “ก้อนน้ำแข็งสกปรก”

 

 

          แต่เมื่อยานอวกาศ Deep Impact ไปเฉียดนิวเคลียสของดาวหาง 103P/Hartley 2 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2010 ได้พบว่านิวเคลียสของดาวหางดวงนี้มีลำพ่นของก๊าซและอนุภาคน้ำแข็งออกมาเป็นจำนวนมาก

          ตามความเข้าใจของนักดาราศาสตร์แต่เดิมนั้น สารประกอบที่ถูกปล่อยออกจากนิวเคลียสดาวหางส่วนใหญ่แล้ว เป็นน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีสารประกอบอินทรีย์ (เช่น เมทานอล) เป็นส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดาวหาง Hartley 2 ปล่อยออกมากลับมีมากกว่าระดับที่คาดการณ์

          เหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวโยงกับลำพ่นจำนวนมากที่ประทุออกมาจากพื้นผิวส่วนที่ขรุขระ บริเวณปลายด้านหนึ่งของนิวเคลียส ซึ่งไอน้ำส่วนใหญ่มาจากชั้นใต้พื้นผิวที่ค่อนข้างเรียบ ตรงบริเวณที่แคบตอนกลางของนิวเคลียส ส่งผลให้ไอน้ำที่ระเหิดจากน้ำแข็งดังกล่าวออกไปสู่อวกาศทางด้านข้างของนิวเคลียสได้ ก่อนที่ไอน้ำพวกนี้จะผ่านเข้าไปในรูพรุนของโครงสร้างภายในนิวเคลียส (ที่อยู่บริเวณตามยาวของนิวเคลียส) ซึ่งพื้นผิวส่วนที่เรียบ ตรงบริเวณที่แคบตอนกลางของนิวเคลียสนั้นอาจถูกปกคลุมด้วยเม็ดฝุ่นละเอียด

 

 

          และตามความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์แต่เดิมเช่นเดียวกันนั้น ไอน้ำที่ระเหิดจากน้ำแข็งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดลำพ่นออกจากนิวเคลียสดาวหาง แต่ข้อมูลจากยานอวกาศ Deep Impact กลับพบหลักฐานชัดเจนว่า กรณีดาวหาง Hartley 2 ความร้อนจากดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำแข็งแห้ง (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะของแข็ง) ที่อยู่ใต้พื้นผิวนิวเคลียสเกิดการระเหิด ซึ่งในกรณีดาวหางดวงนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดลำพ่นบนนิวเคลียส แทนที่จะเป็นไอน้ำ

 

รูปที่ 19 ภาพถ่ายนิวเคลียสของดาวหาง Hartley 2 ที่ยานอวกาศ Deep Impact ถ่ายภาพมาจากระยะห่างประมาณ 700 กิโลเมตรจากนิวเคลียส แสดงให้เห็นถึงลำพ่นของอนุภาคน้ำแข็งและคาร์บอนไดออกไซด์ จากปลายด้านยาวของนิวเคลียส ซึ่งมีพื้นผิวขรุขระ ขณะที่ไอน้ำจะถูกปล่อยจากบริเวณตอนกลางที่แคบของนิวเคลียส ซึ่งมีพื้นผิวค่อนข้างเรียบ

          ความแตกต่างดังกล่าวบ่งชี้ว่านิวเคลียสของดาวหาวดวงนี้อาจประกอบด้วยน้ำแข็งที่ต่างกันอย่างน้อย 2 ชนิด แต่ผลการสังเกตการณ์จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ภาคพื้นดินยืนยันถึงน้ำแข็งชนิดที่ 3

[Credit ภาพ: NASA/JPL-Caltech/UMD]
 

 

          นอกจากนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังคาดหวังว่ายานอวกาศ Rosetta ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) จะช่วยให้เข้าใจเพิ่มเติมถึงธรรมชาติ และกระบวนการความเปลี่ยนแปลงต่างๆของนิวเคลียสดาวหาง เมื่อดาวหางอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวงโคจรตนเอง (จุด Perihelion)

          ยานอวกาศลำนี้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี ค.ศ.2004 ใช้เวลาราว 10 ปีเพื่อติดตามจนเข้าใกล้กับดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko แล้วเริ่มโคจรรอบดาวหางดวงนี้ในปี ค.ศ.2014 ซึ่งทำให้เป็นยานสำหรับโคจรรอบ (Orbiter) ที่โคจรรอบนิวเคลียสของดาวหางลำแรก ก่อนจะค่อยๆลดระดับวงโคจรอยู่อยู่ที่ระดับประมาณ 25 กิโลเมตรจากนิวเคลียส ปล่อยยานสำหรับลงจอดบนพื้นผิว (Lander) ลำเล็กที่ชื่อว่า Philae (หากลงจอดสำเร็จ ก็นับเป็นยานลำแรกที่จอดลงบนนิวเคลียสของดาวหางได้อย่างนุ่มนวล)

 

รูปที่ 20 ภาพจินตนาการแสดงยานอวกาศ Rosetta (ลำบน) ขณะปล่อยยาน Philae (ลำล่าง) ลงไปยังนิวเคลียสของดาวหาง

[Credit ภาพ: ESA/AOES Medialab]

 

          ยาน Philae ถูกออกแบบให้ส่งข้อมูลภาพกลับมา รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิ, องค์ประกอบทางเคมี และลักษณะทางกายภาพอื่นๆของนิวเคลียสดาวหาง ซึ่งยาน Rosetta ก็สำรวจดาวหางขณะที่โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆกันด้วย จนกระทั่งดาวหางดวงนี้ผ่านจุด Perihelion แล้ว การทดลอง 11 อย่างในระหว่างที่ยานทั้ง 2 ลำสำรวจอยู่นั้น จะประเมินถึงลักษณะต่างๆหลายแง่มุมของนิวเคลียสดาวหาง ที่เปลี่ยนแปลงสภาพจากก้อนน้ำแข็งที่แทบไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย มาเป็นก้อนน้ำแข็งที่อุ่นขึ้น มีปฏิกิริยาต่างๆอยู่มากมาย และถูกล้อมรอบไปด้วยชั้นโคมาที่ได้รับฝุ่นและก๊าซจากการประทุเป็นลำพ่นบนนิวเคลียส

 

รูปที่ 21 ภาพจินตนาการแสดงยาน Philae หากยานลำนี้ลงจอดบนพื้นผิวนิวเคลียสของดาวหาง Churyumov-Gerasimenko ได้สำเร็จ

[Credit ภาพ: ESA/AOES Medialab]

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet