นักวิทยาศาสตร์ได้อาศัยข้อมูลภาพจากยานอวกาศมาร์ส รีคอนเนสซองส์ (Mars Reconnaissance) ขององค์การ NASA ที่โคจรรอบดาวอังคาร พบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกชิ้นส่วนขนาดเล็กของดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางพุ่งชนมากกว่า 200 ครั้งต่อปี การพุ่งชนเหล่านี้ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3.9 เมตร



          นักวิจัยได้ค้นพบว่ามีพื้นที่บนพื้นผิวดาวอังคารที่ถูกพุ่งชนอยู่ 248 แห่ง ภายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยอาศัยข้อมูลภาพจากยานอวกาศลำนี้ เพื่อศึกษาว่าหลุมอุกกาบาตเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ และจากจำนวนพื้นที่ที่ถูกพุ่งชนดังกล่าว ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามีการพุ่งชนไปทั่วพื้นผิวดาวอังคารราว 200 ครั้งต่อปี


          กล้อง HIRISE (High Resolution Imaging Science Experiment:  กล้องสำหรับถ่ายภาพทางวิทยาศาสตร์ความละเอียดสูง) ของยานโคจรรอบดาวเคราะห์ (Orbiter) ลำนี้ ได้ถ่ายภาพหลุมอุกกาบาตที่เกิดใหม่ ซึ่งเมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่ามีหลุมอุกกาบาตเกิดขึ้นใหม่บนพื้นที่ใดจากภาพที่ได้จากกล้อง HIRISE จะทำการตรวจสอบภาพถ่ายพื้นผิวดาวอังคารในพื้นที่นั้นจากกล้องถ่ายภาพตัวอื่นของยาน เพื่อทำภาพพื้นที่ดังกล่าวในช่วงก่อนและหลังเกิดหลุมอุกกาบาต

          กระบวนการจัดการข้อมูลภาพนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบอัตราการพุ่งชนบนพื้นผิวดาวอังคารได้โดยตรง และส่งผลต่อเนื่องให้นักวิทยาศาสตร์ประมาณอายุของลักษณะภูมิประเทศที่เกิดขึ้นใหม่บนพื้นผิวดาวอังคารได้ดีขึ้น ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของดาวอังคาร



          “มันน่าตื่นเต้นที่ได้ค้นพบหลุมอุกกาบาตโดยตรงหลังจากที่มันเกิดขึ้นได้ไม่นาน” Ingrid Daubar จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (The University of Arizona) กล่าว เธอเป็นผู้วิจัยหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ที่ได้ตีพิมพ์ลงวารสารการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ Icarus ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 “เหตุการณ์ดังกล่วแสดงให้เห็นว่าดาวอังคารยังเป็นดาวเคราะห์ที่ยังมีพลวัตรอยู่ และพวกเราสามารถศึกษากระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ได้”



          ตามปกติแล้ว ชิ้นส่วนสะเก็ดดาวส่วนใหญ่ที่มาจากดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางนั้น จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้เล็กเกินไปที่จะหลงเหลือมาถึงพื้นโลก แต่สามารถทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคารได้ เนื่องจากบรรยากาศของดาวอังคารเบาบางกว่าบรรยากาศของโลก



          กล้อง HIRISE ได้ถ่ายภาพไปที่พื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปรากฏจุดสีคล้ำขึ้นมา โดยการเทียบภาพถ่ายพื้นที่ดังกล่าวที่กล้อง CTX (Context Camera: กล้องสำหรับถ่ายภาพเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม) บนยาน Mars Reconnaissance หรือกล้องบนยานโคจรรอบดาวอังคารลำอื่น ถ่ายมาในช่วงเวลาที่ต่างกันก่อนหน้านี้

          ส่วนการประมาณอัตราการเกิดหลุมอุกกาบาตบนพื้นผิวดาวอังคารนั้น จะอาศัยการศึกษาฝุ่นที่ตกอยู่รอบบริเวณหลุมอุกกาบาตส่วนหนึ่ง จากกลุ่มหลุมอุกกาบาตใหม่ 248 หลุมที่ตรวจพบ โดยใช้กล้อง CTX ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 ซึ่งการพุ่งชนของอุกกาบาตจะทำให้เกิดการรบกวนฝุ่นที่อยู่บนพื้นผิวเดิมก่อนการพุ่งชน ให้ฟุ้งขึ้นมาก่อนตกกลับลงสู่พื้นผิว เกิดเป็นพื้นที่แสดงการระเบิดที่เห็นได้ชัด ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ มีพื้นที่ที่เพิ่งถูกพุ่งชน 44 ที่มีร่องรอยลักษณะดังกล่าว



          ทั้งนี้ สะเก็ดดาวที่ทำให้เกิดการระเบิดเหนือเมือง Chelyabinsk ในรัสเซีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 มีขนาดประมาณ 10 เท่าของสะเก็ดดาวที่ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตอายุน้อยบนดาวอังคารเหล่านี้
 




รูปที่ 1
ชุดข้อมูลภาพถ่ายพื้นผิวดาวอังคารจากยานอวกาศ Mars Reconnaissance ขององค์การ NASA ที่แสดงถึงกลุ่มของหลุมอุกกาบาตที่เกิดขึ้นใหม่

[Credit ภาพ: NASA/JPL-Caltech/MSSS/Univ. of Arizona]



          การประมาณอัตราการเกิดหลุมอุกกาบาตใหม่นี้ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีมาตรฐานในการประมาณอายุของลักษณะภูมิประเทศที่ปรากฏเผยออกมาจากพื้นผิวเดิม ของดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์หินและดาวบริวารดวงอื่นต่อไป



          Daubar และผู้ร่วมวิจัยคนอื่นได้คำนวณอัตราความถี่ในการเกิดหลุมอุกกาบาตใหม่ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3.9 เมตร พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ใน 1 ปีจะมีพื้นที่บนดาวอังคารถูกพุ่งชนพอๆกับพื้นที่รัฐเทกซัสของสหรัฐฯ (พื้นที่ของรัฐเทกซัสประมาณ 1.36 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย)

          ซึ่งอัตราการเกิดหลุมอุกกาบาตใหม่บนดาวอังคารใน 1 ปีที่นักวิทยาศาสตร์ประมาณไว้ก่อนหน้านี้ อยู่ที่ราว 3-10 เท่าของอัตราที่เสนอขึ้นใหม่นี้ โดยอัตราเดิมนั้น อาศัยข้อมูลจากการศึกษาหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และอายุของตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ที่เก็บมาในโครงการอวกาศอพอลโล ขององค์การ NASA ระหว่างปลายคริสตทศวรรษ 1960 จนถึงต้นคริสตทศวรรษ 1970



          “ในปัจจุบันนี้ ดาวอังคารได้กลายเป็นวัตถุในระบบสุริยะ ที่เราทราบถึงอัตราการเกิดหลุมอุกกาบาตใหม่ได้ดีที่สุด” Alfred McEwen จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ผู้ตรวจสอบข้อมูลหลักที่ได้จากกล้อง HIRISE และผู้ร่วมงานวิจัยชิ้นนี้กล่าว



          ซึ่งยานอวกาศ Mars Reconnaissance ได้โคจรรอบดาวอังคารและใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ 6 อย่างทำการสำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006



          “การที่ช่วงเวลาของภารกิจยานอวกาศนี้ค่อนข้างยาวนานนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีโอกาสดีๆในการสำรวจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนดาวอังคาร” Leslie Tamppari รองหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในโครงการยานอวกาศ Mars Reconnaissance จากห้องปฏิบัติการณ์เครื่องยนต์ขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory: JPL) ขององค์การ NASA ได้กล่าวปิดท้าย



          สำหรับผู้ที่สนใจงานวิจัยชิ้นนี้ มีบทคัดย่อของงานวิจัยและภาพถ่ายแสดงหลุมอุกกาบาตใหม่บนพื้นผิวดาวอังคารเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0019103513001693



---------------------------------------------------------------------------------------------

แปลและเรียบเรียงโดย

พิสิฏฐ นิธิยานันท์
(เจ้าของบล็อก"ที่ซุกหัวของหนุ่มแทจอน")
บทความแปลข่าวนี้ได้ลงไว้ก่อนหน้านี้ที่ http://www.narit.or.th/index.php/2012-11-15-06-31-22/509-2013-06-17-04-21-36


แหล่งที่มาของข่าว
http://solarsystem.nasa.gov/news/display.cfm?News_ID=43610
 

---------------------------------------------------------------------------------------------



 
 

Comment

Comment:

Tweet